|

โดย ผศ. สุภาวดี สังขวาสี-รัตนมาศ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
แทบทุกประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความสำคัญต่อพัฒนาการของบ้านพักอาศัย
และ ณ ช่วงเวลานั้นเองที่งานสถาปัตยกรรมได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
จากรูปแบบที่ดูหรูหรามีรายละเอียดตกแต่งที่วิจิตรบรรจงมาสู่รูปแบบที่ตรงไปตรงมา
สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ผันแปรไปเนื่องจากภาวะของสงคราม และให้ความสำคัญต่อเรื่องสุขอนามัยในการอยู่อาศัยแทน
บ้านเรือนได้ใช้ระบบการก่อสร้างและวัสดุที่ได้จากวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรม
เหล็กและกระจกได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง อาคารอพาร์ตเมนท์และบ้านแถวมีพื้นที่จำกัดและตอบสนองความต้องการแก่ผู้อยู่อาศัยได้น้อยกว่า
จึงไม่ได้รับการยกย่องจากคนในยุคนั้นและกลับได้รับคำวิจารณ์ว่า
เป็นสถาปัตยกรรมสำหรับคนจน เพราะไม่ได้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีฐานะได้ซึ่งต่างจากในปัจจุบัน
รูปแบบของบ้านเดี่ยวจึงเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการพัฒนา ให้สอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวที่มีฐานะดีและปานกลาง
ซึ่งนำมาสู่บ้านสไตล์โมเดิร์น เริ่มตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1900 จวบจนปัจจุบัน
อาจกล่าวได้ว่า บ้านโมเดิร์นเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดของรูปแบบประเพณีนิยม
บ้านสไตล์โมเดิร์นได้ก้าวเข้ามาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและรู้จักกันในลักษณะของบ้าน
ที่มีความแตกต่างหลุดออกไปจากบ้านตามแบบประเพณีนิยมอย่างสิ้นเชิง
ใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ ที่ได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบ้านพักอาศัยภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
บ้านเดี่ยวที่งดงามถูกออกแบบไว้สำหรับครอบครัวขนาดเล็ก มีคนรับใช้
1-2 คน และสามารถดูแลรักษาได้ง่าย สร้างด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบา
ความหมายของบ้านอันแสนสุขในยุคนี้ได้ถูกนำมาเรียงร้อยบรรจุลงในบ้านรูปทรงแปลกตา
สร้างขึ้นจากคอนกรีตและเหล็กแทนบ้านก่ออิฐในแบบเดิม หน้าต่างกระจกที่เคยเล็กแคบบรรจุในวงกรอบไม้ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง
เป็นหน้าต่างกระจกวงกรอบอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบากว่าและทนทานกว่า
อีกทั้งยังขยายกรอบให้กว้างขึ้นเพื่อให้มีระบบระบายอากาศที่ดียิ่งขึ้นและรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น
รวมทั้งเปิดรับมุมมองของธรรมชาติภายนอกบ้านได้กว้างขึ้น หลังคาแบน
ผนังบ้านนิยมฉาบปูนเรียบและเซาะร่องเป็นเส้นตรงตามแนวนอน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังได้ครอบคลุมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ได้พัฒนาให้มีรูปร่างที่น่าสบาย
โปร่งเบากว่า และแสดงถึงความสามารถในการรับแรงของวัสดุที่ใช้ผลิต
จากโมเดิร์น
สู่ความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล สไตล์
แนวความคิดของบ้านสไตล์โมเดิร์นนั้น
เริ่มจากประเทศที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นที่แพร่หลายในยุโรป
เพราะสภาวะการขาดแคลนบ้านเรือนที่พักอาศัยอันเนื่องมาจากสงครามโลกอันโหดร้าย
ส่วนทางสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยกว่ายังคงชื่นชอบอยู่กับบ้านเรือน
ในแนวพื้นถิ่นซึ่งนิยมใช้เครื่องประดับอาคารที่สะท้อนลักษณะวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่
เช่น กรีกรีไวเวิล กอธิครีไวเวิล สแปนิชรีไวเวิล อิตาเลียนเรอเนซองส์
วิกตอเรียน บ้านในแนวนี้มีชื่อเรียกกันว่า บ้านสไตล์ร่วมสมัยหรือ
Contemporary Style

จนกระทั่งปี
ค.ศ.1900 -1920 บ้านสไตล์แพรรี่ (Prairie Style) ซึ่งนำโดยสถาปนิก
แฟรงก์ ลอยด์ ไรท์ และ ซุลลิแวน ก็ได้เริ่มหันเหแนวทางออกจากบ้านในยุคประวัติศาสตร์
โดยยังคงใช้หลังคาที่มีความเอียงลาดเช่นทรงปั้นหยาและจั่วในรูปทรงของบ้าน
แต่เริ่มนิยมเส้นนอนโดยใช้ขอบกันสาดบังบางส่วนของหลังคาไว้ยาวขนานไปตลอดแนวของหลังคา
และยังคงเน้นมุขทางเข้าบ้าน
ในทศวรรษที่
1930 แนวความคิดของบ้านสไตล์โมเดิร์นได้หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐอเมริกาโดยกลุ่มสถาปนิก
ที่มีชื่อเสียงซึ่งได้ลี้ภัยสงครามจากยุโรปมาสู่สหรัฐฯ โดยแบบบ้านจะเน้นถึงประโยชน์ใช้สอยและความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย
การใช้วัสดุเน้นให้ได้ประโยชน์สูงสุด มีความชัดเจนของโครงสร้างและวัสดุที่นำมาใช้โดยไม่ต้องการ
สิ่งประดับตกแต่งเพื่อปิดบังความงามในเนื้อแท้ของโครงสร้าง และวัสดุพื้นฐานที่ใช้คือ
เหล็กและกระจก
แนวคิดดังกล่าวนี้เองได้กลายเป็นรากฐานแห่งรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ได้รับ
ความนิยมอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกาและต่อมาก็ได้แพร่หลายไปทั่วโลกจนได้รับการขนานนามว่า
อินเตอร์เนชั่นแนล สไตล์
ในคราวหน้า
เราจะมาทำความรู้จักกับบ้านในแนวอินเตอร์เเนชั่นแนล สไตล์ กันต่อในรายละเอียดที่น่าสนใจหลายๆ
อย่างซึ่งจะสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของบ้านที่อยู่อาศัยที่เคลื่อนไหวไป
พร้อมกับก้าวย่างของชีวิตในโลกยุคโลกาภิวัฒน์
(คลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด)
|
 |
 |
 |
| |
|
|
 |
 |
 |
| |
|
|
 |
 |
 |
| |
|
|
 |
 |
 |
| |
|
|
 |
 |
 |
|