ฟื้นความทรงจำที่อัมพวา...อุทยาน
ร.2
|
ณ บ้านอัมพวาแห่งนี้เอง
คือบ้านเกิดของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงเป็นอัครศิลปินและองค์อุปถัมภ์แห่งวรรณคดี
นาฎศิลป์ และวิจิตรศิลป์ ต่างๆ หลายแขนง พระราชทานฝากไว้แก่ลูกหลานชาวไทยจนทุกวันนี้...
ย้อนไปเมื่อช่วงปลายรัชสมัยของ
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ รัชกาลสุดท้ายแห่งกรุงศรี อยุธยา ณ บริเวณสวนผลไม้อันร่มรื่นริมแม่น้ำแม่กลองแห่งนี้
คือสถานที่ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
เมื่อครั้งยังเป็น นายทองด้วง หลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี ได้มีโอกาสรู้จักพบหน้า
คุณนาค ดรุณีแรกรุ่น ธิดาสาวของ ท่านทอง คหบดีชาวสวนแห่งบ้านอัมพวา
คุณนาค
เป็นหญิงสาวที่แคล่วคล่องและมีความงามเป็นที่ร่ำลือ แม้เป็นบุตรีคหบดีแต่ก็มีความขยัน
ขันแข็ง ออกดูแลสวนด้วยตนเองเสมอๆ วันหนึ่งขณะเก็บผลไม้อยู่ เกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากต้นไม้ลงมานั่ง
บาดเจ็บอยู่ที่ริมน้ำ พอดีกับเวลาที่หลวงยกกระบัตร ข้าราชการหนุ่ม
นั่งเรือตรวจราชการผ่านมา เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลทันการณ์ จึงเป็นโอกาสที่ได้รู้จักพอใจกัน
และได้สานสัมพันธ์จนแต่งงานออกเรือน อยู่กินกันหลังจากนั้นไม่นาน

ต่อมาถึงคราวภัยสงคราม
พม่าข้าศึกยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา หลวงยกกระบัตรทองด้วงจึงย้ายไปประจำการณ์ในเมืองหลวงยามคับขัน
ขณะที่คุณนาคมีลูกอ่อนและตั้งครรภ์บุตรอีกคนหนึ่ง จึงยังคงพำนักอาศัย ดูแลสวนและบ่าวไพร่อยู่
ณ บ้านอัมพวา ต่อไป หลังเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว หลวงยกกระบัตรทองด้วง ได้กลับมาพำนักที่บ้านอัมพวา
กับครอบครัวดังเดิม
ณ บ้านแห่งนี้เองที่เป็นบ้านเกิดของ คุณฉิม และพี่น้องอีกหลายคน
ซึ่งเป็นโอรสธิดาของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในเวลาต่อมา
และคุณฉิมนี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย พระมหากษัตริย์รัชกาลที่
2 แห่งราชวงศ์จักรีนั่นเอง
วันเวลาผ่านไป
ฐานะคุณนาคเปลี่ยนแปลงจากภริยาข้าราชการหนุ่ม มาเป็นคุณหญิงและท่านผู้หญิงของ
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก แม่ทัพใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ต่อมาได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
และได้ย้ายเข้ามาประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในพระอัธยาศัยของท่าน
ก็คือ ความเข้มแข็ง เด็ดขาด ปราดเปรียว ตามแบบสตรีชาวสวนเดิม และเป็นที่กล่าวขานกันถึงความขี้หึงของคุณนาคในทุกวัยตั้งแต่สาว
จนเข้าวัยกลางคน จนชาววังทั้งหลายแอบเปรียบเปรยจนติดปากกันว่า "มเหสีขี้หึงเหมือนหนึ่งเสือ"
ด้วยพระอัธยาศัยเช่นนี้เอง
ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระมหากษัตริย์แล้ว
ธรรมเนียมประเพณีแห่งราชสำนักทำให้มิอาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องมีเจ้าจอมหม่อมห้าม
นางในอีกหลายนาง สิ่งเหล่านี้แม้สมเด็จพระอมรินทร์ฯ มิอาจทรงปฏิเสธได้
แต่ก็สร้างความหงุดหงิดพระทัย ที่ต้องพบเห็นภาพบาดพระเนตรพระทัยอยู่เป็นนิจ
ในระยะหลัง จึงทรงออกมาประทับกับพระโอรสธิดา ณ พระราชวังเดิม ฟากธนบุรี
และมิได้กลับเข้าประทับในพระบรมมหาราชวังอีกเลย
 |
ตลอดระยะเวลาของพระชนม์ชีพ
สมเด็จพระอมรินทร์ฯ มิเคยตรัสเรียกพระสวามี และพระโอรสธิดา ด้วยพระราชอิสริยยศแม้แต่เพียงครั้งเดียว
ยังคงตรัสถึงพระสวามีว่า เจ้าคุณ และทรงเรียกพระโอรสธิดาว่า
พ่อฉิม พ่อจุ้ย แม่แจ่ม แม่เอี้ยง ตามแบบเดิม ซึ่งแสดงถึงพระอัธยาศัย
และพระทัยเด็ดเดี่ยว ของชาวอัมพวา ที่ผูกพันกับท้องถิ่นและชีวิตอันสงบสุขแบบชาวสวนในอดีต
พระองค์มิเคยลืมอัมพวาบ้านเกิด ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและพระราชทาน
พระอุปการะแก่ชาวอัมพวาตลอดมา พระราชกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ
การพระราชทานบ้านและที่ดินผืนใหญ่ริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นสถานที่ทรงกำเนิดและเป็นสถานที่ประสูติ
กาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อุทิศถวายสร้าง วัดอัมพวันเจติยาราม
ซึ่งเป็นวัดสำคัญ และเป็นศูนย์กลางศรัทธาของชาวอัมพวามาจนทุกวันนี้
อดีตอันงดงามน่าจดจำของอัมพวาไม่อาจหวนคืนมาได้สมบูรณ์
ชัดเจน ดังที่กล่าวมา หากไม่มี หมู่เรือนไทยและบริเวณอันงดงามรื่นรมย์ของ
อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย
ในวันนี้ อุทยานแห่งนี้สร้างขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ ซึ่งวัดอัมพวันเจติยาราม
ได้กรุณาตัดมอบที่ดิน ส่วนที่เคยเป็นบ้านเดิมของสมเด็จพระอมรินทร์ฯ
ให้แก่มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
ซึ่งมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการฯ
ใครที่ได้มาเยือนบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติ
ฯ ซึ่งตั้งอยู่ ในบริเวณติดต่อกับวัดอัมพวันเจติยาราม จะได้พบกับบรรยากาศ
ของศิลปวัฒนธรรม วรรณคดีไทย ความร่มรื่นของสวนพันธุ์ไม้ ในวรรณคดีนานาชนิด
ผสานกับบรรยากาศพื้นถิ่นอัมพวา โดยเฉพาะ หมู่เรือนไทย 4 หลังซึ่งถือเป็นส่วนที่เด่นที่สุดของอุทยานฯ
แม้จะมิใช่เรือนเดิมของสมเด็จพระอมรินทร์ฯ แต่ก็สร้างจากการ ศึกษาข้อมูลและจินตนาการตามต้นแบบเรือนคหบดีแถบอัมพวา
การจัดตกแต่งภายในแยกไว้เป็นส่วนๆ ดังนี้
หอกลาง
ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จัดแสดงศิลปะ
โบราณวัตถุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ อาทิ เครื่องเบญจรงค์ หัวโขน หุ่นวรรณคดี
เรื่องสังข์ทอง อิเหนา ตัวหนังใหญ่ ซึ่งล้วนมีที่มาจากนาฏกรรมและวรรณคดีอันเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่
2 ทั้งสิ้น
หอนอนชาย
จัดตกแต่งเสมือนห้องนอนของชายหนุ่ม แสดงความเป็นอยู่ของชายชาตรีมีความกล้าหาญในการรบตามค่านิยมในสังคมไทย
ภายในห้องประกอบด้วย พระพุทธรูปบูชา สมุดไทย ตำราต่างๆ เสื้อขุนนาง
อาวุธโบราณ ที่สำคัญคือ พระแท่นบรรทมสลักลายสวยงามมาก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
หอนอนหญิง
แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของกุลสตรีไทยโบราณ เครื่องตกแต่งประกอบด้วย
เตียงนอนแบบไทย โต๊ะเครื่องแป้ง คันฉ่องส่องหน้า ฉากกั้นห้องฝีมือปักลายงดงาม
ชานเรือน
ตกแต่งด้วยกระถางไม้ดัด ไม้ประดับ และอ่างบัว ตามลักษณะเรือนไทย
ห้องครัว
จัดแสดงเครื่องครัวเครื่องใช้ในครัวของสามัญชนไทย
สำหรับ
เรือนไทยอีกหลังหนึ่ง แต่เดิมจัดเป็นหอสมุดตั้งอยู่กลางน้ำตามลักษณะของหอไตร
ต่อมาในปี พ.ศ.2535 ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นจนเสียหายทั้งหมด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือนขึ้นใหม่โดยแบ่งส่วนหนึ่งเป็นห้องสมุดสำหรับเก็บรักษาหนังสือพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่
2 และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่ใช้อบรมนาฎศิลป์และดนตรีไทยให้แก่เยาวชนชาวอัมพวา
แม้กาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไป
ดุจสายน้ำแห่งลำน้ำแม่กลอง ที่ไหลไปไม่เคยย้อนกลับ แต่ผืนดินแห่งนี้ยังคงเป็นความทรงจำอันอบอุ่นงดงาม
สำหรับคนไทยทุกคนที่ได้มาเยือนสถานที่อันเป็นหน้าสำคัญ ของประวัติศาสตร์ชาติไทยแห่งนี้
? และเป็นเกียรติยศอันภาคภูมิใจของลูกหลานชาวอัมพวาทุกคน
(คลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด)
|