|

โดย ผศ. สุภาวดี สังขวาสี-รัตนมาศ
เมื่อครั้งที่แล้วเราได้พูดคุยกันไปถึงลักษณะของบ้านทรงกระท่อมหรือบ้านสไตล์คอตเทชอย่างกว้างๆ
กันไปบ้างแล้ว ด้วยเสน่ห์ของบ้านที่มีขนาดเล็กน่ารักนี้เอง
ทำให้บ้านทรงกระท่อมเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมของผู้คนนับแต่อดีตกาลเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน

บ้านกระท่อมในยุคต้น
เกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มคิดที่จะสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง
เริ่มจากกระท่อมไม้มุงด้วยหลังคาจาก หรือแฝก พัฒนามาเป็นกระท่อมของชาวนาที่เรียบง่ายอยู่สบาย
และมีวิวัฒนาการข้ามศตวรรษมาสู่บ้านกระท่อมในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีเสน่ห์น่ารักสำหรับ
การมาใช้ชีวิตครอบครัวที่หลบจากความสับสนของชีวิตประจำวันมาสู่ความเงียบสงบ
และอบอุ่นในกระท่อมน้อยนี้
จากศตวรรษหนึ่งสู่ศตวรรษหนึ่ง
บ้านทรงกระท่อมก็ได้แปรเปลี่ยนรูปร่างไปหลายแบบตามอิทธิพลของวัฒนธรรม
และสังคมในแต่ละสมัย จากกระท่อมหลังคาแฝกทรงอังกฤษ
(English cottage) มาสู่ กระท่อมทรงคลาสสิกเคปคอต
(Cape Cod cottage) และพัฒนามาเป็นบ้านทรงกระท่อมที่มีรูปแบบเป็นบ้านอยู่อาศัยอันทันสมัยของผู้คนในยุคปัจจุบัน
กระท่อมอังกฤษ
(English cottage) รากฐานของบ้านทรงกระท่อมได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่
16 จากการเป็นบ้านในสไตล์ระดับกลางที่คั่นระหว่างปราสาทราชวังอันหรูหราของเหล่าขุนน้ำขุนนาง
และบ้านชาวนาที่ยากจน
คอตเทชเป็นบ้านของชาวชนบทที่มีฐานะปานกลาง
มีขนาดพอเหมาะและมีการตกแต่งที่งดงามเหมาะกับฐานะ พื้นที่ใช้สอยเป็นบ้านขนาดสองชั้น
ชั้นบนเป็นส่วนห้องนอนมีหลังคาสูงชัน
และมีขนาดกว้างขวางกว่ากระท่อมมุงแฝก
ในช่วงปลายทศวรรษ
ค.ศ. 1800 กระท่อมในอังกฤษก็ได้แปรรูปโฉมเป็นกระท่อมน้อยที่ได้รับการประดับตกแต่งราวกับภาพเขียน
ด้วยเครื่องตกแต่งอย่างในยุคกลางคือ หน้าต่างกระจกแบ่งซอยเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
มีกันสาดเล็กๆ คลุมหน้าต่าง หลังคาสูงชัน เป็นบ้านที่ชวนฝันอย่างในเทพนิยาย
บ้านทรงกระท่อมในสหรัฐอเมริกา
กระท่อมรุ่นแรกเริ่มจากการก่อสร้างของชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แมทซาชูเสทส์
และได้นำเอาวัฒนธรรม กับรูปแบบของบ้านทรงกระท่อมติดมาจากถิ่นฐานเดิมของตน
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เราพบว่าชาวอังกฤษมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่พลีมัทโดยสร้างกระท่อมที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ
440 ตารางฟุตหรือประมาณ 40 ตารางเมตร บางครั้งก็น้อยกว่านั้นตามแต่ที่ครอบครัวของตนจะมีกำลังสร้างได้
รูปแบบของบ้านกระท่อมสร้างขึ้นจากไม้โอ๊ค
และหิน หลังคาคลุมด้วยอ้อหรือฟาง ฝาทำด้วยไม้โอ๊คหรือไม้ขัดแตะและใช้แผ่นไม้ปิดอีกชั้นหนึ่ง
บางครั้งฉาบผิวด้วยดินทรายและหญ้าเพื่อป้องกันน้ำซึมเมื่อฝนตกหนัก
กระท่อมทรงเคปคอต
ช่วงระยะเวลา
10
ปีต่อจากนั้น ผู้คนที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่ต่างยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านเรือนของตน
นับตั้งแต่บ้านที่เรียบง่ายสมถะจนถึงแบบบ้านที่งดงามหรูหราโดยมีรูปแบบพื้นฐานมาจากบ้านกระท่อมพื้นถิ่นของอังกฤษซึ่งเปรียบเสมือนกับแผ่นดินแม่ของตนนั่นเอง
จนมาถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 บ้านทรงกระท่อมได้เริ่มปรากฏโฉมอย่างโดดเด่น
เป็นเอกลักษณ์ในสหรัฐอเมริกา ด้วยรูปทรงบ้านที่มีหลังคาเดี่ยวทรงจั่วสูงชัน
ซึ่งเป็นรูปแบบของบ้านกระท่อมทรงเคปคอตที่คงอยู่ในปัจจุบัน
ผู้สร้างกระท่อมที่เคปคอตเป็นกลุ่มแรก
คงไม่คิดว่ากระท่อมหลังน้อยนี้ จะกลายเป็นต้นแบบของบ้านทรงกระท่อมในสหรัฐฯ
เพราะในสมัยนั้นที่เคปคอตดูจะเป็นแห่งเดียวที่มีวัสดุก่อสร้างครบครัน
ซึ่งแตกต่างจากมลรัฐอื่นๆ ในสหรัฐ กระท่อมเคปคอต
ปรากฏโฉมออกมาได้อย่างน่ารักด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะของช่วงเสา
10 ฟุต x 10 ฟุต ที่สามารถลากต่อกันลงบนพื้นทรายแสดงแปลนและนำไปสร้างณสถานที่ต่างๆได้โดยใช้แบบเดียวกัน
กระท่อมเคปคอตจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการสร้างบ้านในสหรัฐฯ
กระท่อมเคปคอต
ประกอบด้วย โถงอเนกประสงค์ 1 ห้อง และเฉลียงทางเข้าเล็กๆพร้อมด้วยเตาผิง
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวใจของบ้านเลยทีเดียว ส่วนฝาด้านนอกทำด้วยไม้ตีเกล็ดตามนอน
หน้าต่างบานเลื่อนขึ้นลงแบ่งซอยเป็นลูกฟักเล็กๆมีสัดส่วนอยู่ที่
12 ช่อง สำหรับบานล่างและ 8 ช่อง สำหรับบานบน มีกันสาดเล็กๆเหนือหน้าต่าง
เพราะเนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีลมแรงหากมีกันสาดใหญ่ก็จะทำให้เกิดความเสียหายเวลามีพายุได้
เมื่อกระท่อมคลาสสิกหลังนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้
และพันธุ์ไม้ที่เลื้อยพันอยู่โดยรอบไม่มีผู้ใดจะปฏิเสธได้ถึงความงามน่ารักมีเสน่ห์ของกระท่อม
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านทรงกระท่อมได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
(คลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด)
|